8 วิธีช่วยให้งานปริ้น 3 มิติแบบฉีดพลาสติก เสร็จเร็วขึ้น

หนึ่งในคำถามที่ลูกค้าของร้าน มักมาถามผมบ่อยๆคือ “เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ใช้เวลาพิมพ์นานไหม ?” ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้เลยทันที เพราะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ ผมจึงต้องถามกลับไปว่า ขนาดชิ้นงานใหญ่มั้ย หน้าตาซับซ้อนแค่ไหน ใช้วัสดุอะไรพิมพ์ ความละเอียดที่พิมพ์เท่าไหร่ และอื่นๆอีกมากมาย บางตัวแปรแค่เปลี่ยนนิดหน่อย ก็ช่วยประหยัดเวลาพิมพ์ไปได้เยอะ

บทความนี้อาจจะไม่ได้มาบอกว่า 3D Printer ใช้เวลาพิมพ์นานแค่ไหน แต่จะมาอธิบายว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่สามารถทำให้พิมพ์งานได้เร็วยิ่งขึ้น

สิ่งที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้นั้นมีอยู่หลายปัจจัย ผมขอแยกเป็นส่วนของ Software และ Hardware โดยเริ่มจากส่วนที่ทำง่ายที่สุดนั่นก็คือ Software เพราะว่าเราแค่เข้าไปแก้ไขค่า setting ในโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ (Slicer) เท่านั้น

1. ปรับ Layer Height ให้มากขึ้น

ความละเอียดต่อชั้นหรือ Leyer Height มีผลต่อเวลาในการพิมพ์ รวมถึงความสวยงามของชิ้นงาน

Layer height หรือ ความหนา หรือความสูง ที่พิมพ์ในแต่ละชั้น เป็นค่าที่ระบุถึงความละเอียดในการพิมพ์ ตัวเลขยิ่งน้อยหรือเข้าใกล้เลข 0 ยิ่งพิมพ์ละเอียด แต่ก็ต้องแลกกับเวลาพิมพ์ที่นานขึ้น ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งพิมพ์หยาบแต่ก็ใช้เวลาพิมพ์ที่น้อยลง ถ้าดูจากในรูป ก็จะเห็นว่า ถึงความเร็วและความสวยงามที่ได้

ดังนั้นถ้าต้องการลดเวลาพิมพ์งาน หรือพิมพ์ให้เสร็จเร็วขึ้น และไม่ได้ซีเรียสกับความละเอียดของชิ้นงานมากนัก การเพิ่ม Layer height ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดเวลาพิมพ์ไปได้เป็นเท่าตัว

2. เพิ่มความเร็วหรือ Printing Speed

การเพิ่มความเร็ว อาจจะต้องแลกมากับชิ้นงานที่อาจจะไม่สวย และอาจจะทำให้งานปริ้นเสียได้ (ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเครื่องปริ้น 3 มิติ)

โดยปกติ 3D Printer แต่ละเครื่องจะมีค่าความเร็วมาตรฐานที่เหมาะสมของเครื่องแต่ละรุ่นอยู่แล้ว เป็นค่าที่พิมพ์แล้วงานโอเค แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถเพิ่มค่าความเร็วเครื่องเข้าไปอีกได้ แต่ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ การเพิ่มความเร็วนั้น แน่นอนว่าหัวฉีดวิ่งเร็วขึ้น แรงเหวี่ยงก็มากขึ้นตามไปด้วย ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมาก็จะมีลักษณะเป็นคลื่นสั่นๆให้เห็น ตามผนังของชิ้นงาน ซึ่งการเพิ่มความเร็ว นั้นให้ดูโครงสร้างเครื่องปริ้นเป็นหลัก ถ้าเครื่องที่มีลัษณะเป็นลูกล้อวิ่งบนราง เช่น เครื่อง Creality รุ่น Ender 3 V2 ก็ไม่ควรเพิ่มความเร็วมากเกินไป เพราะจะทำให้ตัวลูกล้อ สึกเร็ว รวมถึงน็อตที่ขัน ก็จะเกิดอาการหลวม ผมแนะนำให้เพิ่มความเร็วไม่เกิน 20% จากความเร็วปกติ

ในทางตรงข้าม ถ้าเป็นเครื่องปริ้น 3 มิติ ที่ใช้ลูกปืนรางสไลด์ เช่น เครื่อง Prusa MK3S+ เครื่องแบบนี้ สามารถอัดความเร็วได้มากถึง 3 เท่า จากความเร็วปกติ แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความเร็วที่มากเกินไป จะทำให้เส้นพลาสติกไหลหรือฉีดออกจากหัวไม่ทัน ทำให้ชิ้นงานบิดเบี้ยวแหว่ง หรือ ถมชิ้นงานไม่เต็มได้

วิธีแก้คือต้องเพิ่มอุณหภูมิเร่งให้พลาสติกละลายออกมาให้เร็วขึ้น และถ้าหากพิมพ์งานเร็วเป็นระยะเวลาที่นาน มอเตอร์อาจทำงานหนักขึ้นเกินไป ส่งผลให้เกิดการ “หลุดสเต็ป” ได้ ดังนั้นหากต้องการปรับความเร็วเครื่องพิมพ์ ก็ควรปรับให้เหมาะสมกับโครงสร้างและสมรรถนะของเครื่องพิมพ์ด้วย ไม่เช่นนั้นแทนที่จะประหยัดเวลาพิมพ์กลับกลายเป็นต้องเริ่มพิมพ์ใหม่แทน

3. ลด % หรือเปลี่ยนโครงสร้างด้านใน ที่เรียกว่า Infill

โครงสร้างด้านในหรือ Infill ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งใช้เวลาพิมพ์มากขึ้น

Infill density หรือ ความหนาแน่นโครงสร้างด้านในของโมเดล ทำหน้าที่เป็นตัวค้ำโครงสร้างด้านในโมเดลเพื่อให้ขึ้นรูปได้ ยิ่งหนาแน่น ยิ่งแข็งแรง แต่ก็ใช้เวลาพิมพ์นานขึ้นเช่นกัน ซึ่งใน Slicer หน่วยจะเป็น % ถ้าเลือกเป็น 100% ก็คือพิมพ์โมเดลตันทั้งตัว ดังนั้น ถ้าใครที่พิมพ์ชิ้นงานที่ไม่ได้เน้นเรื่องความแข็งแรง ไม่ได้นำชิ้นงานไม่ใช้งานรับแรงอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องปรับค่าให้สูงมาก เพียงแค่ 10% ก็เพียงพอที่จะขึ้นรูปโมเดลให้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว

ยิ่ง infill มีโค้งหรือมีมุมเยอะ ยิ่งพิมพ์ได้ช้า เพราะมอเตอร์ต้อง ชลอความเร็วในการเข้ามุม

นอกจากลด % ของโครงสร้าง infill แล้ว การเปลี่นยรูปแบบโครงสร้าง ก็สามารถช่วยลดเวลาในการพิมพ์ลงได้ด้วย ซึ่ง Slicer หลายๆตัว สามารถที่จะเปลี่ยนรูปแบบในการพิมพ์ โครงสร้างด้านในได้ สำหรับโครงสร้างด้านใน ที่พิมพ์เร็วที่สุดก็คือ Rectilinear ซึ่งเป็นการพิมพ์เส้นแทยงมุม ไขว้ไปมา การพิมพ์โครงสร้างแบบนี้ จะเป็นการเดินแบบเส้นตรง ไม่มีส่วนโค้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หัวพิมพ์สามารถปริ้นได้ยาว โดยที่ไม่ต้องลด หรือ เร่ง ความเร็ว

4. ลด Support หรือตัวรองรับ

Support ยิ่งน้อย ยิ่งพิมพ์เร็ว แต่ต้องระวังเรื่องของชิ้นงาน เพราะถ้า Support ไม่พอ งานก็อาจจะเสียได้

3D Printer ส่วนใหญ่จะเซ็ตค่า Support Overhang อยู่ที่ราวๆ 45° ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ค่อนข้างปลอดภัย งานออกมาสวย โอกาสพิมพ์เสียต่ำ ซึ่งผมก็แนะนำว่าควรตั้งค่าไว้ราวๆนี้

แต่ถ้าหากใครที่อยากให้งานพิมพ์เสร็จเร็วขึ้น หรือ เน้นประหยัด Support ก็สามารถตั้งค่า Overhang ได้ถึง 20°-30° ตัว Support ก็จะน้อยลง (โปรแกรม Slicer บางตัว จะใช้มุมองศากลับกัน องศายิ่งใกล้เลข 0 ตัว Support ยิ่งเยอะ ต้องลองไปปรับดู) แต่อาจจะต้องแลกกับชิ้นงานที่อาจจะย้วยไม่สวยงาม

หรือถ้าใคร Advance มีความรู้ความเข้าใจว่าโมเดลส่วนไหนควรมี Support มากน้อยแค่ไหน ก็มีโปรแกรม Slicer หลายตัวที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ สามารถตกแต่ง เพิ่ม-ลด Support ได้เอง เช่น โปรแกรม Prusa Slicer ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยี่ห้อ Prusa มีเครื่องมือให้สามารถแต้มจุดที่ต้องการให้มีหรือไม่มี Support ได้ หรือโปรแกรม Flashprint 5 ที่สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Support แบบแท่ง(Pillar) หรือแบบก้าน(Tree)ได้ ซึ่งแบบ Tree จะประหยัด Support ไปได้ค่อนข้างเยอะ แถมปริ้นงานได้ไวขึ้นด้วย

อีกวิธีที่นิยมใช้ลดปริมาณ Support คือ ตัดโมเดลแล้วค่อยติดกาวทีหลัง วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ประหยัดปริมาณ Support ได้มาก โดยเฉพาะโมเดลที่มีลักษณะสมมาตรเท่ากัน โดยการผ่าครึ่งแล้ววางด้านที่ผ่าลงฐานพิมพ์

5. ปริ้นงานเล็กๆ พร้อมกันที่ละหลายชิ้น

สีน้ำเงินแสดงว่า โซนนั้นจะพิมพ์ช้า เพื่อต้องการให้ชิ้นงานเย็นตัวได้ทัน ก่อนพิมพ์เลเยอร์ต่อไป

สำหรับบางคน อาจจะเคยปริ้นงานเล็กๆ แล้ว รู้สึกว่าทำไม่มันปริ้นช้าจัง อันนี้เป็นเพราะด้วยลักษณะการทำงานของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ระบบ FDM ที่หลอมพลาสติกร้อนๆฉีดออกมาทีละชั้นๆ ต่อๆกัน ลองจินตนาการว่า ถ้าหัวฉีดร้อนๆต้องวนพิมพ์โมเดลชิ้นเล็กๆที่เดิมนานๆจะเกิดอะไรขึ้น ใช่แล้ว! ความร้อนจะสะสมที่เดิมเรื่อยๆจนชิ้นงานละลายและเกิดการนย้วย และผิดรูปนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้โปรแกรม Slicer ที่ทำไฟล์ปริ้น จะเซ็ตไว้ว่าถ้าหากโมเดลมีขนาดเล็กกว่าที่กำหนดใน Software (ค่านี้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนได้ โดยส่วนใหญ่จะมีหน่วยเป็น วินาที) เครื่องพิมพ์จะลดความเร็วในการพิมพ์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แต่ละชั้นที่พิมพ์ไปเย็นตัวทันก่อนที่จะฉีดชั้นต่อไปทับ ดังนั้นถ้าหากคุณมีโมเดลชิ้นเล็กๆที่ต้องพิมพ์ ให้จับพิมพ์ทีเดียวพร้อมกันกับชิ้นใหญ่หรือชิ้นเล็กชิ้นอื่นๆไปเลย

แต่ถ้า Software ยังเร็วไม่พอ ก็คงจะต้องอัพเกรด Hardware หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนไปเลย ซึ่งสิ่งที่สามารถ Upgrade เพื่อเพิ่มความเร็วได้ มีดังนี้

6. เปลี่ยนรูหัวฉีด ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ขนาดรูของหัวฉีด มีผลต่องานที่ปริ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วในการพิมพ์ และความแข็งแรงของชิ้นงาน

เนื่องจากลักษณะการทำงานของระบบ FDM เป็นการหลอมพลาสติกออกมาจากรูที่มีขนาดเล็ก ฉีดออกมาจนเป็นรูปทรง ดังนั้น ถ้าเราขยายขนาดรูหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น พลาสติกก็จะออกมาเยอะขึ้น ทำให้สามารถเพิ่ม Layer height หรือความละเอียดต่อชั้นให้ห่างขึ้นอีกได้ และ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ผนังหลายรอบ ซึ่งทำให้การพิมพ์งานก็จะเสร็จเร็วขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนรูหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น จะเหมาะมากสำหรับงานที่ไม่มีรายละเอียด เช่นงานกล่อง งานรูปทรงไม่ซับซ้อน หรือไม่มีรายละเอียด เช่น กระถางต้นไม้ งานกล่องใส่ของ

แค่เปลี่ยนขนาดรูหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น ก็อาจสามารถพิมพ์งานได้ไวขึ้นถึง 10 เท่า โดยที่งานออกมา ยังมีคุณภาพโอเค

ข้อดีอีกอย่างของการที่รูหัวฉีดมีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากจะปริ้นได้เร็วแล้ว ตัวชั้นพลาสติกจะเชื่อมติดกันได้แน่นหนา และแข็งแรงมากขึ้น เพราะมีเนื้อพลาสติก ออกมาเยอะ ให้ให้การยึดเกาะระหว่างชิ้นดีขึ้น

โดยปกติ มาตรฐานของรูหัวฉีดที่ 3D Printer ส่วนใหญ่ใช้ในตลาดตอนนี้ จะเป็นหัวฉีดที่มีขนาดรู 0.4 mm เป็นค่ามาตรฐาน โดยมักจะมีหัวฉีดขนาดอื่นขายแยก โดยส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ขนาด 0.2 – 1 mm แล้วแต่รุ่น

7. อัพเกรดหัวฉีดและชุดดันเส้นพลาสติก

เรื่องของหัวฉีดไม่ได้จบแค่ขนาดของรู ในยุคปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาหัวฉีดให้สามารถหลอมและฉีดพลาสติกได้เร็วขึ้น โดยมุ่งไปที่การทำให้หัวฉีดหลอมพลาสติกให้ได้เร็วที่สุด

หัวฉีด Bondtech ของสวีเดน ที่ถูกออกแบบมาให้ หลอมพลาสติกได้เร็วและมากขึ้น ทำให้ฉีดพลาสติกออกมาได้ดีขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น E3D Volcano ที่มีตัวบล็อกทำความร้อนและท่อหลอมเส้นพลาสติกยาวกว่าหัวฉีดทั่วๆไป ทำให้วัสดุหลอมละลายได้เร็วขึ้น หรืออีกตัวอย่างก็จะเป็น Bondtech CHT เป็นหัวฉีดที่พิเศษกว่าหัวฉีดทั่วไปคือ ปกติรูหัวฉีดจะเป็นรูตรงกลางรูเดียว แต่ของรุ่นนี้จะเจาะเป็น 3 รูเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้พลาสติกสัมผัสโดนความร้อนได้มากขึ้น เมื่อมีผิวสัมผัสมากขึ้น พลาสติกก็จะสามารถหลอมละลายได้เร็วขึ้น ทำให้หัวพิมพ์สามารถดันพลาสติกออกมาได้เร็วขึ้น ส่งผลให้พิมพ์ได้ไวขึ้นนั้นเอง

ซึ่งทาง Bondtech เค้าเคลมว่าสามารถเพิ่มอัตราการไหลได้มากกว่าหัวฉีดแบบเดิมถึง 30% ซึ่งหัวฉีดของ Bondtech CHT มีให้เลือกสำหรับใช้กับ เครื่อง Prusa MK3S+ / Creality / Artillery และ FLSUN ถ้าเพื่อนๆ สนใจ สามารถสั่งซื้อได้ที่ Link นี้

นอกจากหัวฉีดแล้ว ยังมีชุดดันเส้น ที่สามารถเปลี่ยนแล้วทำให้การพิมพ์งานนั้นทำได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น LGX Lite ของ Bondtech ซึ่งเป็นชุดดันเส้นที่ทำประกอบด้วยมอเตอร์ขนาดเล็ก รวมไปถึงโครงที่ใช้ประกอบ ก็ทำด้วยพลาสติกไนลอนที่ขึ้นรูปด้วย 3D Printer ระบบ SLS ซึ่งข้อดีของการ Upgrade ไปใช้ตัวดันเส้น LGX Lite ก็คือ น้ำหนักเบา ทำให้หัวพิมพ์สามารถเคลื่อนที่ได้ไว โดยไม่ส่งผลต่อผิวงาน รวมไปถึง ชุดเกียร์ที่ เป็นแบบ Dual Drive Gear ขนาดใหญ่ มีเนื้อที่สัมผัสกับเส้นได้มาก ทำให้การดันเส้นไปที่หัวฉีด ทำได้คล่องและรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งถ้าได้ใช้คู่กับหัวฉีด CHT ก็เหมือนกับติด เทอร์โบ ให้กับเครื่องปริ้น 3 มิติ

หัวฉีด Pheatus รุ่น HIC ที่มีช่วงฮีทเตอร์ที่ยาวกว่าหัวฉีดทั่วไป สามารถละลายพลาสติกได้ดีและเร็ว (ที่มา 3dprintbeginner.com)

ยังไม่หมดกับการ Upgrade ชุดหัวพิมพ์ เนื่องจาก เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ระบบ FDM นั้นใช้หลักการ การหลอมละลายพลาสติกและใช้ตัวดันเส้น ทำการดันเส้นผ่านหัวฉีด ดังนั้น ถ้าจะเพิ่มความเร็ว ก็จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพชุดทำความร้อน ให้สามารถละลายพลาสติกได้ทัน ซึ่งตอนนี้ ก็มีชุดหัวฉีด ที่ถูกออกแบบมา ให้ละลายพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว เช่น หัวฉีด Phaetus ที่มีให้เลือกหลายรุ่น สำหรับรุ่นที่เน้นเรื่องปริ้นให้เร็วขึ้น ก็จะมี Dragon HF และ Rapido

8. ขยับไปใช้ 3D Printer รุ่นอื่น

Voron คือเครื่องปริ้น ที่คนนิยม นำมาแต่งเพื่อแข่งกันปริ้นเร็ว เพราะเป็นเครื่องแบบ Opensource ปรับแต่งได้เยอะ

บางครั้งต่อให้เราพยายามเร่งความเร็วมากแค่ไหน แต่เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของเราก็อาจจะพิมพ์ได้เร็วแค่ระดับหนึ่ง เพราะถูกจำกัดด้วย Hardware หรือโครงสร้างของตัวมันเอง ที่เหมือนเป็นคอขวดการพิมพ์ ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการเน้นที่ความเร็วเป็นอันดับแรก อาจจะต้องลงทุนเปลี่ยน 3D Printer ไปเลย โดยเลือกซื้อเครื่องพิมพ์ ที่มีองค์ประกอบดังนี้

แกนเคลื่อนที่ควรเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน

เครื่อง 3D Print ที่ใช้สายพาน จะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว


3D Printer ในตลาดตอนนี้ มีทั้งระบบขับเคลื่อนด้วย Leadscrew และ สายพาน โดยระบบ Leadscrew ที่ใช้เกลียวหมุนนั้น มีข้อดีคือ มีความแม่นยำที่สูง รับน้ำหนักได้เยอะ แต่ก็แลกมากับการทำงานที่เชื่องช้า ดังนั้นถ้าเน้นปริ้น 3 มิติ ก็ให้มองหาเครื่องที่ใช้สายพานในการขับเคลื่อนจะดีที่สุด เช่น เครื่อง Original Prusa MK3S+ ที่พิมพ์ได้เร็วและเสถียรมากที่สุด

ระบบขับเส้นต้องน้ำหนักเบาที่สุด

เปลี่ยนไปใช้ชุดดันเส้นให้ตัวเล็กลง เพื่อให้มีน้ำหนักเบาขึ้น หัวพิมพ์ก็จะวิ่งได้เร็วขึ้น

ระบบขับเส้นของ 3D Printer มีอยู่หลักๆ 2 แบบ คือ แบบมอเตอร์ดันเส้นติดกับหัวฉีด เรียกว่า Direct Drive กับอีกแบบคือมอเตอร์อยู่คนละจุดกับหัวฉีด เรียกว่า Bowden โดยแบบแรกจะมีข้อดีตรงความสามารถในการควบคุมการไหลของเส้นได้ดี จึงพิมพ์งานได้สวยกว่า แต่ด้วยความที่แกนเคลื่อนที่ต้องรับน้ำหนักของมอเตอร์ด้วย จึงทำให้เคลื่อนที่ลำบาก พิมพ์เร็วมากไม่ได้ ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการความเร็วเป็นหลัก ควรเลือกเครื่องพิมพ์ที่เป็นระบบ Bowden จะดีกว่า ให้มอเตอร์ไปยึดอยู่กับโครงเครื่อง ลดน้ำหนักของแกนเคลื่อนที่ไปได้เยอะ ยกตัวอย่าง ชุดดันเส้นของ Bondtech รุ่น LGX lite ที่น้ำหนักทั้งชุดรวมมอเตอร์ เพียงแค่ 141 กรัม ซึ่งเบามากๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Upgrade เครื่องให้พิมพ์เร็ว โดยที่ยังได้คุณภาพผิวงานเหมือนเดิม

เลือกใช้เครื่องพิมพ์แบบ Delta 3D Printer หรือ Core XY

เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ Delta ที่ทางร้านสยาม เรปแรป เคยสร้างและทำขาย

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เราเห็นกับจนชินตาส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องพิมพ์แบบแยกตามแกน XYZ หรือที่เรียกว่า Cartesian 3D Printer แต่มีเครื่องพิมพ์อีกแบบที่เป็นลักษณะเสา 3 แท่งเรียกว่า Delta 3D Printer โดยเครื่องแบบ Delta นี้สามารถพิมพ์งานได้เร็วมากๆ เพราะว่าในการเคลื่อนที่นั้น มีมอเตอร์ช่วยกันขับเคลื่อนถึง 3 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนแกนที่ตายตัว ไม่มีการเคลื่อนที่ของมอเตอร์ ดังนั้น แถมเวลาเคลื่อนที่ของหัวฉีด ก็ใช้การเปลี่ยนทางเดินแบบเชิงมุม ทำให้สามารถย้ายจากจุดนึงไปจุดนึง ได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียของระบบ Delta ก็คือ การปรับตั้ง Calibrate เครื่องจะยากกว่า เครื่องแบบทั่วๆไป ทำให้งานพิมพ์ออกมามีขนาดไม่ตรงตามแบบ

Voron เป็นเครื่อง 3D printer แบบ Opensoruce ที่พิมพ์งานได้เร็ว และเสถียรมากๆ อีกตัวนึง ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

สำหรับการขับเคลื่อนอีกแบบ ที่ตอนนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก ก็คือ Core XY ซึ่งใช้มอเตอร์ 2 ตัว เดินสายพานแบบไขว้กัน ทำให้การเคลื่อนที่ทำได้ไว และแม่นยำ ซึ่งเครื่องที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ก็คือ Voron ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบ Open Soruce ที่สามารถเอาแบบ ไปสร้างเครื่องได้เองเลย สำหรับใครที่อยากรู้เกี่ยวกับเครื่อง Voron ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความนี้ได้เลย

สรุป

หลังจากที่ได้อ่านมาทั้งหมด ถ้าใครเป็นสายใช้งานเครื่อง ไม่ใช่สายช่าง ผมก็แนะนำ การปรับแต่งในเรื่องของ Parameter ต่างๆ ในโปรแกรม Slicer แต่ถ้าใครอยากลอง มีเวลา มีงบ ชอบแต่ง ชอบ Tune อันนี้ ก็จัดไปเลย กับอุปกรณ์ Upgrade ซึ่งถ้าให้ผมแนะนำ ก็เริ่มต้นด้วยหัวฉีดก่อน ซึ่งใช้งบไม่มาก แต่เห็นผล แต่ถ้าใครที่ชอบและอยากไปให้สุด มีความรู้เรื่องการใช้งานเครื่องแล้ว อันนี้ก็แนะนำว่าให้ลองเครื่อง Voron น่าจะเป็นการตอบโจทย์

แต่ถ้าใครอยากได้เครื่องที่เน้นใช้งานง่าย และปริ้นได้เร็วมาตั้งแต่โรงงานเลย อันนี้ผมแนะนำเครื่อง Prusa MK3S+ ซึ่งเป็นเครื่องที่ Prusa เขาได้ Tune ทั้ง Software และ Hardware มาให้แล้ว คนที่ซื้อไป ก็สามารถเร่งความเร็วในการปริ้นได้จากหน้าเครื่องเได้เลย โดยไม่ต้องไปตั้งหรือแก้ค่าอะไรเพิ่มเติมมากนัก อย่างมาก ก็แค่ปรับอุณหภูมิความร้อนที่หัวฉีดให้มากขึ้นกว่าเดิมซัก 5 องศา ก็เพียงพอแล้ว

Similar Posts