มาหาเงินแบบ Passive Income กับการขายโมเดล 3 มิติเพื่อไปพิมพ์กับ 3D Printer

graphic to show how to make money from 3d printer

มาหาเงินแบบ Passive Income กับการขายโมเดล 3 มิติเพื่อไปพิมพ์กับ 3D Printer

เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาเกี่ยวกับ Website ชื่อดัง Pinshape ซึ่งเป็น Website ที่คล้ายกับ Thingiverse ถูกบริษัท Formlab  ผู้ผลิต SLA 3D Printer ควบรวม Website Pinshape เป็นแหล่งรวม Model 3 มิติให้คนที่มี เครื่องพิมพ์ 3D Printer ไปโหลดโมเดล 3 มิติได้ฟรี แต่ที่แตกต่างกันคือ Pinshape เป็นแหล่งรวมนักออกแบบ ที่ให้คนออกแบบสามารถขายไฟล์งาน 3 มิติได้ โดยใช้วิธีการแบ่งเปอร์เซนต์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตลาดซื้อขายโมเดล 3 มิติ นั่นเอง

formlabs bought pinshape to get the content

ตอนนี้เราได้เห็นบริษัทผู้ผลิต 3D Printer หลายๆเจ้า เริ่มที่จะมาใส่ใจในเรื่องของ Content ซึ่งก็คือ โมเดล 3 มิติมากขึ้น สาเหตุก็อาจเป็นเพราะว่า ผู้ใช้หลายๆคนอยากได้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ แต่ติดที่ว่าเขียนหรือออกแบบโมเดล 3 มิติไม่เป็น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ ตัวเครื่องปริ้น 3D Printer จะขายได้น้อย ดังนั้นจึงต้องมีการสร้าง Content หรือไฟล์ 3 มิติให้คนที่อยากใช้ สามารถที่จะเข้าไป Download มาพิมพ์ได้ โดยที่ไม่ต้องเขียนโมเดล 3 มิติเอง ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้ริเริ่มทำ Content โมเดล 3 มิติ ก็คือ บริษัท Makerbot ผู้เป็นเจ้าของ Website Thingiverse  โดยที่ Thingiverse จะเป็นแหล่งรวมโมเดล 3 มิติ ที่ให้ผู้ใช้เครื่องพิมพ์ 3D Printer สามารถโหลดไฟล์งานและนำไปพิมพ์กับเครื่องปริ้น 3 มิติได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องของการเขียนแบบ Model 3 มิติ ซึ่งตอนนี้ Thingiverse ถือว่าเป็นแหล่งรวมไฟล์ 3 มิติสำหรับพิมพ์กับ เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่มีโมเดล 3 มิติ มากที่สุด มีตั้งแต่ ของเล่น ยังของใช้ภายในบ้าน

ในเวลานี้ ก็มี Website แบบ Thingiverse เกิดขึ้นมากมาย เช่น YouImagine ของบริษัท Ultimaker ผู้ผลิต 3D Printer แบบ Open Source และ Pinshape ที่เพิ่งโดนบริษัท Formlab ซื้อไป นอกจากนี้ยังมี Website แนวนี้เกิดขึ้นอีกมากมาย บาง Website ก็รับพิมพ์งานด้วย เช่น Shapeway ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกโมเดล 3 มิติที่ต้องการ แล้วให้ทาง Shapeway พิมพ์ให้ พอพิมพ์เสร็จ ก็ส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้า ซึ่งรองรับลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก ทาง Shapeway ยังเป็น Marketplace ที่ให้คนธรรมดา สามารถที่จะขายโมเดล 3 มิติใน Website ได้อีกด้วย โดย Shapeway ก็จะหักเปอร์เซนต์ตามที่ตกลง ถ้ามีคนมาซื้อโมเดลนั้น

thingiverse is the website for 3d printing

การเกิดขึ้นของ Website เหล่านี้ ทำให้เกิด Content ที่เป็น Model 3 มิติเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็ได้เปิดและขยายตลาดให้กับเครื่องพิมพ์ 3D Printer ด้วย นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้คนธรรมดา สามารถที่จะเป็นนักออกแบบ เพื่อ ขายไฟล์งาน 3 มิติได้ นอกจากตัว Website แล้ว ในตอนนี้ยังมี Software ออกแบบ ที่ได้เปิดให้บริการแบบฟรี บนระบบ Cloud เช่น Tinkercad, Autocad 123D ซึ่งโปรแกรมออกแบบเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้สร้างโมเดล 3 มิติรูปแบบง่ายๆ เพื่อไปพิมพ์กับ เครื่องพิมพ์ 3D Printer

ในปัจจุบันนี้ การขายของผ่านทาง Internet นั้นเป็นเรื่องง่าย เราสามารถขายของได้ตลอดเวลา และสินค้าที่จะขายนั้นก็สามารถเป็นแค่ไอเดียก็ได้ ซึ่งเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั้นก็เป็นตัวเร่งให้การขายสินค้าที่เป็นไอเดียนั้นเป็นจริง เพราะเราแค่ออกแบบ แล้วก็ขายไฟล์ เพื่อให้คนไปซื้อไฟล์มาพิมพ์กับ เครื่องปริ้น 3 มิติ ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้จะคล้ายกับ Website ขายภาพถ่ายอย่าง Shutter Stock ซึ่งเป็น Website ขายภาพชื่อดัง เรียกได้ว่า สามารถไปเที่ยว ถ่ายรูปสวยๆ และ Upload ขึ้นไปขายผ่าน Shutter Stock ซึ่งตรงนี้สามารถทำเป็นงานอดิเรกได้เลย ไม่ต้องออกจากงานประจำ ดังนั้น เราก็สามารถที่จะขายไฟล์โมเดล 3 มิติได้ด้วยวิธีนี้เช่นกัน กลางวันทำงาน กลางคืนก็มานั่งออกแบบโมเดล 3 มิติ ซึ่งถ้าโมเดลเราออกแบบดี คนชอบเยอะ มันก็จะมีคนมาซื้อเรื่อยๆ จนกลายเป็น Passive Income

pinshape is another website for 3d model

Pinshape อีกหนึ่ง Marketplace สำหรับขายไฟล์งานโมเดล 3 มิติ

สำหรับ Pinshape ที่เพิ่งถูกซื่อไปโดยบริษัท Formlab นั้นเป็นอีกหนึ่ง Website ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบ สามารถ Upload งานไปขายได้ โดยแบ่งเปอร์เซนต์การขายให้กับ Pinshape ซึ่งถ้าใครสนใจ สามารถเข้าไปสมัครได้ ซึ่งผมอยากแนะนำว่า โมเดลที่ออกแบบนั้น ต้องสามารถที่พิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3D Printer ได้ จะทำให้ขายงานง่ายขึ้น และควรใส่คำแนะนำในการพิมพ์ด้วย เช่น ใช้ความเร็วพิมพ์เท่าไหร่ ผนังงานหนาเท่าไหร่ ใช้ Infill เท่าไหน จะดีมาก เพราะว่าคนที่โหลดงานไปพิมพ์ ก็สามารถตั้งค่าตามนี้แล้วไป พิมพ์ได้เลย  สำหรับใครที่กลัวว่า จะถูก Copy งานไปนั้น จริงๆแล้ว ตัวไฟล์ 3 มิตินั้น ก็มีการใส่ข้อมูลและที่มาในตัวไฟล์ ซึ่งสามารถที่จะเคลมการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ แต่ถึงอย่างไร ก็อาจจะหนีไม่พ้นของเรื่องการถูกลอกแบบอยู่ดี เพราะของทุกอย่างในโลก สามารถทำเลียนแบบได้ ดังนั้นผมแนะนำต่อว่า ให้สร้างแบรนด์สินค้าไปกับ โมเดล 3 มิติที่เราออกแบบไปเลย เช่นใส่ Logo ในตัวแบบ โมเดล 3 มิติ ถ้าใครเอาไปพิมพ์ ก็จะมี Logo ของผู้ออกแบบติดไปด้วย อันนี้ก็จะทำให้เกิดการจดจำตราสินค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อนักออกแบบด้วย เพราะถ้าเราออกแบบงานที่ดูดี และไปถูกใจนักลงทุน เขาก็อาจจะขอซื้อแบบสินค้าตัวนั้นไปเลย เพื่อไปผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งโมเดลที่ขายขาดนั้น ก็จะมีราคาขายที่สูงมาก ซึ่งบางชิ้นอาจมีมูลค่าเกิน 10000 USD

chess that printed from 3d printer

สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นขายโมเดลนั้น ก่อนอื่น ก็ต้องเริ่มเขียนโมเดล 3 มิติให้เป็นก่อน ซึ่งตอนนี้ก็มีโปรแกรมออกแบบหลายๆ ตัวที่สามารถใช้ได้ฟรี เช่น Tinkercad หรือไม่ก็ Autocad 123D แต่ถ้าอยากได้แบบ Advance หน่อยและฟรี ผมแนะนำให้ใช้ Fusion 360 ของ Autodesk หรือ Onshape ซึ่งทั้ง 2 ตัวเป็นโปรแกมออกแบบระดับสูงที่ให้ใช้งานได้ฟรี เมื่อออกแบบเสร็จ ก็ควรที่จะลองพิมพ์งานนั้นดูก่อน ว่าต้องใช้ค่าการพิมพ์แบบไหนถึงจะออกมาสวย จากนั้นก็ค่อย Upload ไฟล์เพื่อขาย ข้อแนะนำที่ผมอยากให้ทุกคนไปลองทำก็คือ ควรหางานออกแบบที่เป็น Collection เพื่อที่จะดึงลูกค้ามาซื่่องานแบบต่อเนื่อง เช่น กระถางต้นไม้ 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบต้องวางแล้วดูเข้ากัน ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้เกิดการซื้อแบบต่อเนื่อง หรือออกแบบงานโมเดล ที่ต้องมีการสะสม เช่นตัวหมากรุก นักออกแบบอาจจะวาง Concept โดยใช้ตัวละครอย่าง Series ชื่อดังอย่าง Game Of Throne มาทำเป็นตัวหมากรุก เพื่อให้คนซื้อ เข้ามาซื้อตัวละครเพื่อไปพิมพ์เป็นตัวหมากรุก เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมคิดออก จริงๆแล้วมีอีกเยอะ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละคน

Share this post